อันที่จริงแล้ว
คำถามข้างบนนี้ อาจไม่ครอบคลุมเนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อๆ ไปได้ทั้งหมด
เพราะความตั้งใจของ
ผู้เรียบเรียง ต้องการรวบรวมสิ่งต่างๆ ที่เคยได้ยินได้ฟัง หรือเคยอ่านพบ
ในเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นมาและรูปแบบของ
การแข่งขันเทควันโดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คงจะต้องยอมรับว่า การแข่งขันเทควันโดที่เป็นอยู่นี้
และจะพัฒนาต่อไปในอนาคต
ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นกีฬาอย่างเต็มตัว เทคนิคต่างๆ ที่ใช้ได้ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากวิชาเทควันโดที่เป็นศิลปป้องกัน
ตัวแบบดั้งเดิม หลายๆคนคงจะรู้สึกว่า เทควันโดกำลังจะถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน
คือ ศิลปการต่อสู้ป้องกันตัว
แบบเดิม และเทควันโดรูปแบบใหม่ ที่เป็นกีฬาสากล คำถามและข้อข้องใจต่างๆ
ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในระหว่างการประชุม
สัมมนาผู้ตัดสินระดับสากล ในระดับอาจารย์ผู้สอนเทควันโด และแม้แต่ในสภาบริหารสหพันธ์เทควันโดโลก
อนาคตของ
กีฬาเทควันโดจะต้องแยกขาดจากวิชาเทควันโดจริงหรือ...
1. ทำไมจึงต้องมีการแข่งขันเทควันโด
ก่อนจะมาถึงจุดนี้คงต้องท้าวความสักเล็กน้อยว่า
ศิลปการต่อสู้แบบใดก็ตาม ล้วนแต่กำเนิดและพัฒนาขึ้นจาก
การต่อสู้จริงทั้งสิ้น การสร้างสมประสบการณ์อันยาวนาน สืบทอดกันมาและด้วยความคิดสร้างสรรค์ของปรมาจารย์
ทั้งหลาย ทำให้ศิลปการต่อสู้แบบต่างๆ ในโลกนี้ถูกพัฒนารูปแบบออกไป เกิดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้น(เช่นการเตะใน
วิชาเทควันโด) แต่ถึงแม้จะมีการคิดค้นรูปแบบกระบวนท่าพิสดารหลากหลายมากเพียงใดจิตวิญญาณของการต่อสู้
ก็ยังคงมีอยู่และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์เราอีกด้วย
ผู้ฝึกวิชาการต่อสู้(รวมทั้งเทควันโด)
จึงมีความปราถนาอยู๋ลึกๆ ที่จะมีโอกาสทดสอบฝีมือ เพื่อให้ทราบว่าตนได้พัฒนาความสามารถไปถึงขั้นไหน
แต่เนื่องจาก
การฝึกวิชาการต่อสู้ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการทำอันตรายผู้อื่น
จนอาจถึงแก่ชีวิตได้ จึงต้องหาวิธีการที่
เหมาะสมที่จะทำให้ผู้ฝึกวิชาได้มีโอกาสประลองแข่งขันกันอย่างสมจริง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่เสี่ยงอันตรายมากเกินไป
นี่จึงเป็นที่มาของการแข่งขันเทควันโด
2. ทำไมการแข่งขันเทควันโดจึงมีรูปแบบอย่างในปัจจุบัน
เมื่อคำนึงถึงรูปแบบของการประลองแข่งขันกันแล้วพบว่า
มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องนำมาพิจารณา ได้แก่ เทคนิค
ที่จะนำมาใช้ในการประลอง, ความรุนแรงของการปะทะ, ความสมจริงตลอดจนความปลอดภัยของผู้แข่งขัน
หากคำนึง
ถึงความปลอดภัยเป็นหลักแล้ว ถ้าไม่จำกัดเทคนิคที่จะนำมาใช้ ก็จะต้องจำกัดแรงปะทะ
ในทางกลับกันถ้าไม่จำกัดแรงปะทะ
ก็จะต้องจำกัดเทคนิคที่จะอนุญาตให้ใช้ได้ ดังแสดงในตารางต่อไปนี้
รูปแบบการประลอง |
แรงปะทะ |
เทคนิคที่อนุญาตให้ใช้ |
1.
ไม่ปะทะ
2. กึ่งปะทะ
3. ปะทะได้เต็มที่
4. การต่อสู้จริง |
จำกัดมาก
จำกัดบ้าง
ไม่จำกัด
ไม่จำกัด |
ไม่จำกัด
จำกัดบ้าง
จำกัดมาก
ไม่จำกัด |
ตัวอย่างของการประลองแบบไม่ปะทะ
ได้แก่ มวยจีน และคาราเต้-โด ซึ่งไม่จำกัดเทคนิคหรือมีข้อจำกัดน้อย
มาก แต่ห้ามมิให้ปะทะเต็มที่ ส่วนการประลองแบบปะทะได้เต็มที่ ได้แก่
กีฬามวยปล้ำ, มวยสากล, ยูโด, เทควันโด
ฯลฯ ซึ่งจะพบว่าแต่ละประเภทล้วนแต่มีข้อจำกัด ข้อห้ามทางเทคนิคที่ค่อนข้างเคร่งครัด
การประลองแบบที่ไม่ปะทะ แม้จะมีความปลอดภัยสูง
และได้ใช้เทคนิคหลากหลาย แต่ก็ไม่สมจริงสหพันธ์
เทควันโดโลกจึงเลือกที่จะใช้การประลองแบบที่ปะทะได้เต็มที่ โดยต้องยอมจำกัดเทคนิคต่างๆ
ที่มีใช้ในวิชาเทควันโด
ลง คงเหลือเฉพาะที่สำคัญ และเป็นเอกลักษณ์ของเทควันโด ได้แก่การเตะแบบต่างๆเอาไว้
และเพื่อเพิ่มความลอดภัย
จึงจำกัดเป้าหมายที่อนุญาตให้กระทำได้เฉพาะที่ใบหน้าและลำตัวเท่านั้น
ซึ่งแม้ว่าอาจเกิดอันตราย แต่ก็เป็นส่วนที่ป้อง
กันได้ง่าย นอกจากนี้ยังกำหนดให้ใช้เครื่องป้องกันศรีษะและลำตัวเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่งด้วย
3. ข้อจำกัดต่างๆในการแข่งขันเทควันโด เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าแข่งขันเท่านั้นหรือ
จากกติกาการแข่งขันในปัจจุบัน พอที่จะสรุปลักษณะสำคัญของการแข่งขันเทควันโดได้ดังนี้
1)
ห้ามชกหน้า
2)
ห้ามเตะต่ำกว่าระดับเอว
3)
ห้ามผลัก, ดึง หรือเหนี่ยวรั้งผู้เข้าแข่งขัน
4)
ไม่จำกัดแรงปะทะ แต่จำกัดเป้าหมาย และอุปกรณ์ใช้ป้องกัน
5)
มีระบบการให้คะแนน ตามประสิทธิผลของการเข้ากระทำ
เมื่อพิจารณา 3 ข้อแรก จะเห็นว่าหากไม่มีข้อห้ามดังกล่าว
จะมีเทคนิคการต่อสู้อีกมากมายที่จะนำมาใช้ได้
และจะมีการเล่นตุกติก หรือลูกพลิกแพลง อันจะก่อให้เกิดความยุ่งยากในการควบคุมเกมแก่ผู้ตัดสินเป็นอันมาก
ตรงจุดนี้ก็ทำให้มองเห็นเจตนารมย์ของผู้บัญญัติกฎกติกาการแข่งขันเทควันโดได้ชัดเจนว่า
ต้องการให้การแข่งขัน
ดำเนินอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความเที่ยงธรรมเป็นที่ตั้ง
นอกจากนี้ หากมองในอีกมุมหนึ่ง
ข้อจำกัดดังกล่าวจะส่งเสริมการพัฒนาทักษะการเตะในการแข่งขัน
เทควันโดให้ก้าวไปสู่มาตรฐานชั้นสูง เพราะหากการประลองสามารถใช้เทคนิคได้หลากหลายเกินไป
ก็จะไม่มีความจำเป็น
ที่จะต้องฝึกฝนการเตะให้ได้ ความสวยงาม, ความคล่องแคล่วว่องไว, ความหนักหน่วง
และความแม่นยำเป็นเลิศ
การพัฒนากีฬาเทควันโดก็ไม่อาจเจริญรุดหน้าไปได้เท่าที่ควร
ส่วน 2 ข้อหลังก็แสดงให้เห็นถึงความต้องการ
ที่จะให้การแข่งขันมีความสมจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เทคนิคใหม่ๆที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาจะถูกสอบประสิทธิภาพ ผ่านระบบการให้คะแนนที่วัดความจะแจ้งได้ผลเป็นเกณฑ์
เทคนิคที่ผ่านการทดสอบนี้แล้วจึงสามารถนำไปใช้ได้จริง ในขณะที่ถ้าเลือกการแข่งขันแบบไม่จำกัดเทคนิคแต่จำกัด
แรงปะทะแล้วจะไม่มีทางทราบได้ว่าเทคนิคที่คิดค้นขึ้นนั้น นำไปใช้ได้จริงหรือไม่
โดยสรุปก็คือ ข้อจำกัดต่างๆที่กำหนดขึ้นนั้นนอกจากจะเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของผู้แข่งขันแล้วยัง
มุ่งหวังที่จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น อีกทั้งเป็นการกำหนดแนวทางให้เทควันโดได้พัฒนาเทคนิคการแข่งขัน
ให้มีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้นในอนาคตอีกด้วย
4. การพัฒนาระบบการแข่งขันเทควันโด จะทำให้เทควันโดถูกแบ่งออกเป็น 2
ส่วนที่แยกจากกันโดยเด็ดขาดหรือไม่
ตามที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า
ศิลปการต่อสู้ ก็คือการจำลองแบบมาจากการต่อสู้จริงแล้วพัฒนาเทคนิค
บางประการจนเกิดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา ซึ่งการนำทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้จากการฝึกเทควันโดไปใช้ในการประลอง
อาจทำให้คู่แข่งขันบาดเจ็บ หรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ วิชาเทควันโดจึงแบ่งรูปแบบการฝึกออกเป็น
3 ส่วนคือ
1) พุมเซ่ หรือ แพทเทิร์น(Pattern)
เป็นการฝึกซ้อมกระบวนท่าต่างๆ ในรูปแบบของการรำกระบวนท่า
หรือการซ้อมคู่กันกับคู่ซ้อมโดยยั้งมือ
ไม่ใช้แรงกระทำเต็มที่
2) เคียกพา หรือ เบรกกิง(Breaking)
เป็นการทดสอบพละกำลังสูงสุดที่ได้ฝึกฝนมา โดยใช้วัสดุ เช่น
อิฐ, ไม้ หรือ
กระเบื้องเป็นเครื่องทดสอบแทนคนจริง
3) เคียรูกิ หรือ ฟรีสแปร์ริง(Free
Sparring) เป็นการประลองกับคู่ต่อสู้ โดยมีกรอบกติกาบังคับ
เพื่อความปลอดภัย
เห็นได้ว่าการฝึกทั้ง 3 ส่วนนี้จึงจะทำให้การฝึกวิชาเทควันโดเป็นไปโดยสมบูรณ์
จะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้
การได้ประลองกับคู่แข่งขันนั้น นอกจากจะเป็นการตอบสนองต่อสัญชาตญาณการต่อสู้ในจิตใต้สำนึกแล้วยังเป็นการ
ชี้จุดบกพร่องเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข และความปราถนาที่จะประสบชัยชนะ
ก็เป็นแรงผลักดันให้เกิดความพยายาม
ฝึกฝนเพื่อพัฒนาฝีมือให้สูงขึ้นตลอดเวลา
กล่าวในแง่จิตใจ การพยายามฝึกฝนวิชาอย่างแน่วแน่
ก็คือการขัดเกลาอุปนิสัย ให้มีระเบียบวินัย และมีความ
เชื่อมั่นในตนเอง เมื่อจะต้องเผชิญกับสถานการณ์การต่อสู้ โดยไม่อาจคาดการณ์หรือทราบผลลัพธ์ล่วงหน้าการมี
ประสบการณ์ในการแข่งขัน การที่จะต้องเผชิญกับความกดดันจากคู่แข่งขันและผู้ชมในสนาม
ความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่
นักกีฬาให้ดีที่สุด การรวบรวมสมาธิทั้งกายและใจให้เต็มศักยภาพที่มีอยู่จึงอาจเกิดขึ้นได้
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็น
ประสบการณ์ที่จะหล่อหลอมจิตใจให้มีความเข้มแข็ง อดทน มีน้ำใจเป็นนักกีฬา
และช่วยให้เกิดสภาพรับรู้ "จิต" ของ
ตนเองโดยที่ในสถานการณ์ปกติจะทำได้ยากมาก
ในแง่ของสังคม การแข่งขันเทควันโดเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนข่าวสาร
และความคิดเห็นกับเพื่อนผู้ฝึก
เทควันโดในที่ต่างๆ ทำให้เกิดทัศนคติที่กว้างไกล ส่วนการแข่งขันเทควันโดระดับนานาชาติก็เป็นการกระชับความ
สัมพันธ์ระหว่างมิตรประเทศทั้งหลายได้อย่างดียิ่ง
จึงพอสรุปได้ว่าการแข่งขัน หรือการฝึกการประลองนั้นนอกจากจะไม่สามารถแบ่งแยกจากวิชาเทควันโดโดย
ส่วนรวมแล้ว ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาวิชาเทควันโดให้เจริญรุดหน้ายิ่งขึ้น
คงไม่มีใครกล้าพูดว่าวิชาเทควันโด
ซึ่งมีวิวัฒนาการต่อเนื่องยาวนานมากว่า 2,000 ปี นั้นจะหยุดนิ่งอยู่แต่ในปัจจุบันโดยไม่พัฒนาต่อไปในอนาคตได้